ข้อมูลพื้นฐานหมู่บ้านคลิตี้ล่าง |
|
โดยการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย
จำกัด (มหาชน) สาขามหานาค
ชื่อบัญชี
กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพิษสารตะกั่ว
ชาวบ้านคลิตี้
เลขบัญชี 156-1-07576-0
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- กรรมการหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล
อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี หรือ -
นายสุรพงษ์ กองจันทึก
137/55 ซ.จามจุรี 3 รามอินทรา 39 บางเขน กทม. 10220
โทรศัพท์
01-642-4006
e-mail : klitycreek@yahoo.com |
|
|
 |
|
 |
|
ประวัติหมู่บ้าน
คลิตี้เป็นคำไทยที่เพี้ยนมาจากภาษากระเหรี่ยงว่าคี่ถี่ แปลว่าเสือโทน
(เสือเมื่อโตเป็นหนุ่มจะแยกไปอยู่ลำพังตัวเดียว เรียกว่าเสือโทน)
ภาษาไทยจึงเรียกว่าทุ่งเสือโทน ในสมัยก่อนบริเวณทุ่งแห่งนี้มีเสืออาศัยอยู่จำนวนมาก
แต่มีเสือโทนตัวหนึ่งใหญ่ที่สุดพบเห็นรอยเท้าขนาดเท่าช้าง
อาณาบริเวณการหากินครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ทุ่งใหญ่นเรศวร
ลำคลองงู แม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแควน้อย
ในอดีตตั้งหมู่บ้านย้ายไปมาในบริเวณแถบนี้มาหลายร้อยปี
จนในที่สุดตั้งอยู่ที่ก้องหล้าและพุโพ่ ซึ่งห่างจากหมู่บ้านปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ
7 กิโลเมตร ด้วยความเชื่ออยู่แล้วไม่มีความสุข จึงย้ายไปอยู่รวมกับบ้านคลิตี้บน
ซึ่งที่ตั้งเดิมอยู่ตรงข้ามหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ 8 (กจ.8)
เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ได้พักหนึ่งจึงได้ย้ายกลับมาตั้งหมู่บ้านที่คลิตี้ล่างอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2440 โดยบรรพบุรุษ 4 ครอบครัวแรกเริ่มที่ยังสามารถให้ข้อมูลความเป็นมาของชุมชน
ได้แก่ ครอบครัวลุงโอเมี๊ยะ ลุงกู้ ลุงมิอี และลุงขวย ปัจจุบันชุมชนอายุ
105 ปี ลักษณะบ้านเรือนสมัยก่อน จะเป็นบ้านที่ปลูกขึ้นด้วยไม้ไผ่ส่วนใหญ่
หลังคาใช้ใบหวายหรือหญ้าคาในการมุง เตาไฟจะอยู่บริเวณกลางบ้านเพื่อประกอบอาหารและให้ความอบอุ่นแก่สมาชิกในครอบครัว
ประวัติวัดคลิตี้ล่าง
วัดคลิตี้ล่างสร้างตั้งแต่เริ่มมีหมู่บ้านปี
พ.ศ.2440 โดยพระรูปแรกชื่อ เกียะโบ้วมาโร ต่อมามีพระรูปใหม่ชื่อ
พู้ว์เกียะบือ (ย่องกิ่ว) ซึ่งบวชที่บ้านนาสวนในโบสถ์น้ำแล้วได้มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้
หลวงพ่อเกียะโบ้วมาโรจึงได้ไปจำพรรษาที่วัดคลิตี้บนซึ่งบ้านเกิด
และมอบให้พระพู้ว์เกียะบือดูแลวัด จนมรณภาพตอนอายุ 76 ปี
หลังจากนั้นก็มีพระสงฆ์ผลัดเปลี่ยนกันมาโดยตลอด
วิถีชีวิตชุมชน
คนในชุมชนบ้านคลิตี้ล่างการดำรงชีวิตเป็นแบบพอเพียง
การหาของป่า การทำไร่ข้าวจะทำเพื่อกินเท่านั้น การทำการเกษตรเป็นแบบหมุนเวียน
พืชหลักในไร่ได้แก่ ข้าว ถึงฤดูทำไร่ข้าวทุกครัวเรือนจะหยอดเมล็ดข้าวพร้อมเมล็ดผัก
อันได้แก่ พริก แตงไทย แตงเปรี้ยว ผักกาดขาว ผักกาดเขียว
ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักชีหอม ผักชีลาว ผักขี้โอ้ง และข้าวโพดฯลฯ
ซึ่งเป็นผลผลิตทีไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น ผักจะขึ้นพร้อมกับข้าว
ผลผลิตจะออกตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ผักที่กินไม่หมดจะดองใส่ไหไว้กินในหน้าแล้ง
หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะเก็บพริกโดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน
|
|