ข้อมูลพื้นฐานหมู่บ้านคลิตี้ล่าง |
|
โดยการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย
จำกัด (มหาชน) สาขามหานาค
ชื่อบัญชี
กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพิษสารตะกั่ว
ชาวบ้านคลิตี้
เลขบัญชี 156-1-07576-0
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- กรรมการหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล
อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี หรือ -
นายสุรพงษ์ กองจันทึก
137/55 ซ.จามจุรี 3 รามอินทรา 39 บางเขน กทม. 10220
โทรศัพท์
01-642-4006
e-mail : klitycreek@yahoo.com |
|
|
 |
|
 |
|
แนวทางแก้ไขปัญหา
ความเป็นมาและปัญหาการปนเปื้อนตะกอนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้
|
การปนเปื้อนตะกอนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้
บริเวณลำห้วยระหว่างหมู่บ้านคลิตึ้บนถึงหมู่บ้านคลิตี้ล่าง
และไหลต่อลงไปยังลำคลองงู ซึ่งเป็นส่วนบนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ที่ ต. ชะแล อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี
มีหลักฐานว่าเกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการแต่งแร่โดยวิธีการลอยแร่ จากโรงแต่งแร่คลิตี้ ที่บริเวณใกล้กับหมู่บ้านคลิตี้บน
ของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรท (ประเทศไทย) จำกัด
ซึ่งเป็นโรงแต่งแร่สินแร่ตะกั่วประเภทตะกั่วคาร์บอเนต หรือแร่ cerrussite (PBCO3 )
ที่ระบุว่าเป็นสินแร่ที่ได้จากการขุดทำเหมืองแบบเหมืองเปิด
ที่เหมืองบ่องาม บริเวณภูเขาห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากโรงแต่งแร่ประมาณ 6 กิโลเมตร
เหมืองบ่องาม และโรงแต่งแร่ตะกั่วคลิตี้ได้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ พ.ศ.2510
เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี จนกระทั่งกรมทรัพยากรธรณีมีประกาศให้โรงแต่งแร่หยุดทำการเนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีการปล่อยน้ำจากบ่อเก็บกักตะกอนหางแร่
(Tailing pond) ลงห้วยคลิตี้ ตามคำประกาศของทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541
และเหมืองบ่องามได้หยุดดำเนินการเนื่องจากหมดอายุประทานบัตรตั้งแต่ 26 กรกฎาคม 2539 (แต่ในความเป็นจริงทางเหมืองฯ ยังมีการดำเนินการต่อมาโดยอ้างว่าเป็นสินแร่เก่า)
ส่วนโรงแต่งแร่ได้สิ้นสุดอายุการแต่งแร่ไปแล้วเมื่อ 3 ตุลาคม 2543 (ตามใบอนุญาตแต่งแร่ เลขที่ 2/2537) |
ประเด็นปัญหาในเรื่องนี้สามารถสรุปความสำคัญได้ดังต่อไปนี้
|
1.
ไม่ปรากฏว่าโรงแต่งแร่คลิตี้ และเหมืองแร่บ่องาม
มีระบบบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการต่างๆ
ยกเว้นการกักเก็บน้ำจากกระบวนการในบ่อดินเสริมคันดินถมกั้น
กักเก็บน้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้ตกตะกอนและระบายน้ำส่วนบนออกสู่ลำห้วยโดยตรง
2.
สภาพบ่อกักเก็บตะกอนของโรงแต่งแร่มีลักษณะไม่ปลอดภัย
เนื่องจากเป็นบ่อดินธรรมดาไม่มีการปูลาดด้วยวัสดุกันซึมประกอบกับตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีสภาพธรณีวิทยารองรับด้วนหินปูนและหินทรายที่มีความซึมน้ำได้ง่าย
โดยเฉพาะการไหลลงใต้ดินผ่านหลุมยุบและทางน้ำใต้ดินในหินปูน
3.
มีรายงานประกอบภาพถ่ายของหน่วยราชการ
(คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, 2531) และจากสื่ออื่นๆ
ที่แสดงว่าเคยมีการต่อท่อน้ำทิ้งออกจากบ่อกักเก็บตะกอนลงสู่ลำห้วยคลิตี้โดยตรง
และจากการสอบถามชาวบ้านพบว่า
ทางโรงแต่งแร่มีการปล่อยน้ำเสียลงตามลำห้วยมาเป็นเวลานานก่อนที่จะมีข่าวแพร่กระจายและไม่ปรากฎหลักฐานใดๆที่แสดงว่าเคยมีเหตุการณ์ที่คันบ่อกักเก็บพังจากพายุฝน(ในเดือนเมษายน!)
ในปี 2541 ดังรายงานของกรมทรัพยากรธรณี
4.
หลังจากมีข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายและโรงแต่งแร่ได้ถูกระงับการดำเนินการ
ในช่วงเวลานั้นสภาพน้ำและตะกอนในลำห้วยมีค่าตะกั่วอยู่ในระดับสูงมาก
ดังรายงานการศึกษาของหน่วยงานทุกๆหน่วย ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ
กรมทรัพยากรธรณี และกรมอนามัย
แต่ในปัจจุบันค่าตะกั่วในน้ำได้ลดลงมากจนใกล้สู่ระดับค่าไม่เกินค่ามาตรฐานน้ำผิวดิน
แต่ตะกอนในธารน้ำเกือบทั้งหมดยังไม่มีการดำเนินการขุดหรือสูบออกไปแต่อย่างใด
ดังนั้นพืชน้ำและสัตว์น้ำย่อมสะสมตะกั่วตามห่วงโซ่อาหารอยู่ตลอดเวลา
มีรายงานจากหน่วยงานรัฐถึงค่าตะกั่วที่ปนเปื้อนในตะกอนใต้อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ตั้งแต่ปี
2531 (คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, 2531)
แต่ก็ไม่มีการศึกษาถึงแหล่งที่มาและหาแนวทางการแก้ไขตลอดมา
ดังนั้นทั้งลำห้วยคลิตี้และเขื่อนศรีนครินทร์จึงเป็นพื้นที่อันตรายที่ควรประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษอย่างเร่งด่วน
5.
มีการอ้างเหตุผลการปนเปื้อนของตะกั่วในธารน้ำจากกรมทรัพยากรธรณีว่า
เป็นเพราะสาเหตุตามธรรมชาติที่อยู่ในเขตศักยภาพแหล่งแร่ตะกั่ว
แต่จากข้อมูลการศึกษาทุกแห่งก็พบความผิดปกติของปริมาณการปนเปื้อนที่มากเฉพาะแหล่งน้ำและตะกอนที่ผ่านบริเวณกิจกรรมเหมืองแร่
และแต่งแร่
ในขณะเดียวกันปริมาณตะกั่วในดินและน้ำบริเวณที่ไม่ผ่านกิจกรรมเหมืองแร่และแต่งแร่ก็ไม่เกินปริมาณปกติแต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังมีรายงานทางวิชาการของกรมทรัพยากรธรณีตั้งแต่ปี 2538
ก่อนที่จะมีข่าวแพร่กระจายในเรื่องนี้ได้สรุปว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นแหล่งที่มาของการปนเปื้อนสารตะกั่วในธรรมชาติ
(กองสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ กรมทรัพยากรธรณี, 2538)
6.
แม้ว่าตะกั่วคาร์บอเนตจะละลายน้ำได้น้อยโดยธรรมชาติ
และมีการทดสอบทางเคมีโดยวิธีสกัดสารและพบว่ามีค่าการละลายได้ไม่เกินค่ามาตรฐานที่จัดเป็นของเสียอันตราย
แต่การที่มีปริมาณการปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติและแพร่กระจายสู่วงจรของสัตว์น้ำได้ตลอดเวลา
โดยมีที่มาจากผู้ก่อมลพิษที่ชัดเจนเช่นกรณีนี้ไม่สมควรที่จะนำหลักการข้อนี้เป็นข้ออ้างในการละเลยหรือไม่เร่งการฟื้นฟูลำห้วย
ดังเช่นที่มีแนวโน้มปรากฎในปัจจุบัน |
สภาพปัญหาในการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้
|
| แม้ว่าจะมีการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ
โดยมีอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นประธานและมีคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี กรมอนามัย กรมป่าไม้ นักวิชาการ และผู้แทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน
แต่คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทร่วมกันเพียงแค่ร่วมให้ความคิดเห็นกับการดำเนินการของกรมควบคุมมลพิษ
และมีการประชุมเพียง 3 ครั้งตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา และลักษณะการทำงานเป็นการทำหน้าที่ตามบทบาทของหน่วยงานเป็นส่วนใหญ่
ต่างมีลักษณะการปกป้องการทำงานของหน่วยงานของตนเองโดยขาดลักษณะการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจและจริงจัง
ดังเห็นได้จากความล่าช้าของความคืบหน้าในการฟื้นฟูลำห้วยที่ยังไม่ปรากฎผลจนถึงปัจจุบัน |
สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องนี้สามารถสรุปความสำคัญได้ดังนี้ |
1.
มีความขัดแย้งในเรื่องวิธีการนำตะกอนขึ้นจากลำน้ำเนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ตะกอนฟุ้งกระจายและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของลำน้ำ
แม้มีความคิดจะทำฝายดักกั้นตะกอนเป็นระยะและใช้วิธีสูบขึ้นในลักษณะของการดูดทรายซึ่งเป็นที่ยอมรับทางวิชาการ
แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการสรุปและดำเนินการอย่างแน่ชัด
2.
จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าการขุดตะกอนขึ้นจะทำตลอดลำน้ำหรือไม่
โดยอ้างสาเหตุของความลำบากในการทำงาน
และเกรงที่จะกระทบพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติสองฝั่งน้ำ
3.
ในกรณีของการฝังกลบตะกอนปนเปื้อนตะกั่วในลำห้วยหลังจากนำขึ้นมาแล้วยังมีปัญหาหลายประการในเรื่องตำแหน่งและพื้นที่ฝังกลบเนื่องจากพื้นที่
2
ฝั่งลำน้ำเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในการอนุญาตให้ใช้พื้นที่
นอกจากนี้ตามแผนการฝังกลบของกรมควบคุมมลพิษยังออกแบบหลุมไว้ไม่พอเพียงหากขุดลอกตะกอนออกตลอดลำน้ำ
4.
ยังมีกองสินแร่อยู่จำนวนหนึ่งที่โรงแต่งแร่
ซึ่งอาจจะถูกชะล้างลงในลำห้วยได้
5.
ไม่เคยมีข้อระบุใด ๆ ถึงความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษ
|
สภาพปัญหาในการรับสารตะกั่วของชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ |
| แม้ว่าปัจจุบัน หลังจากที่โรงแต่งแร่ได้หยุดดำเนินการลงแล้ว
และสภาพน้ำเริ่มที่จะมีค่าตะกั่วเจือจางลง
แต่ชาวบ้านคลิตี้ยังไม่พ้นจากสภาพปัญหาจากมลพิษ
เนื่องจากทุกคนต่างได้รับสารตะกั่วสะสมในร่างกายในปริมาณมากเป็นเวลายาวนาน
สัตว์เลี้ยงที่เป็นทรัพย์สินหลักของหมู่บ้านคือควายตายลงไปทั้งหมด
ปัญหาเรื่องน้ำใช้และแหล่งอาหารยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
ประการสำคัญที่สุดคือยังมีการเจ็บป่วยจากโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง
และมีการล้มตายลงเป็นระยะ ๆ |
สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องนี้สามารถสรุปความสำคัญได้ดังนี้ |
1.
สภาพหมู่บ้านคลิตี้เป็นหมู่บ้านห่างไกล
ทั้งหมดเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง
มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติทำการเกษตรเพื่อการยังชีพ
การคมนาคมสู่ตัวเมืองหรือชุมชนทำได้ลำบากมาก
มีลำห้วยคลิตี้เป็นแหล่งน้ำหลัก
และใช้สัตว์น้ำในลำห้วยเป็นแหล่งอาหารหลักเช่นกัน
2.
นับตั้งแต่โรงแต่งแร่ดำเนินการ
ชาวบ้านคลิตี้ล่างและคลิตี้บนมีความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำเสียลงในลำห้วยมาโดยตลอด
และได้รับความเดือดร้อนมากในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2536-2541
ปรากฏผลความเดือดร้อนในเรื่องปัญหาน้ำใช้ และควาย
ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงประจำหมู่บ้านหลายร้อยตัวทยอยตายลง
เนื่องจากอยู่กับแหล่งน้ำลำห้วยตลอดเวลา
ชาวบ้านเริ่มเจ็บป่วยและเสียชีวิตโดยมีอาการสัมพันธ์กับโรคพิษตะกั่วหลายคน
3.
เมื่อข่าวเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชน
หน่วยงานรัฐได้เข้ามาทำการตรวจสอบ
มีหน่วยงานทางสาธารณสุขเข้ามาตรวจวัดผลตะกั่วในเลือดชาวบ้านคลิตี้ล่างหลายครั้ง
พบว่าชาวบ้านทุกคนที่ใช้น้ำและจับปลามีตะกั่วในเลือดในปริมาณสูงมาก
โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 20 - 50 มก./เดซิลิตร
แต่ก็ไม่มีการให้การช่วยเหลือรักษาชาวบ้าน ทั้ง ๆ
ที่ค่าตะกั่วที่ถูกระบุจากทางสาธารณสุขว่าจะเป็นอันตรายอยู่ในระดับ
40 มก./เดซิลิตร และหากระดับตะกั่วมีตั้งแต่ 10 มก./เดซิลิตร
แต่ละ 1 เดซิลิตร ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เด็กมี ระดับสติปัญญา
(ไอคิว) ลดลง 0.25 จุด
4.
มีความพยายามในการบ่ายเบี่ยงสภาพปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยอ้างถึงอาการของโรคพิษตะกั่วเฉียบพลันซึ่งไม่ปรากฎผู้ป่วยในโรคนี้ในหมู่บ้าน
แต่ในความเป็นจริงในกรณีทั้งหมดเป็นเรื่องของการเจ็บป่วยของโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง
เนื่องจากชาวบ้านสะสมตะกั่วจากอาหารและน้ำทีละเล็กละน้อย
แม้มีการให้ยาแก่เด็กบางคนก็เป็นการให้ยาอย่างฉาบฉวยเพียงไม่กี่วันเพื่อสร้างภาพ
โดยไม่มีการตรวจรักษาอย่างจริงจัง
และไม่มีการติดตามตรวจสอบผลแต่อย่างใด
5.
จนถึงปัจจุบันยังมีชาวบ้านเจ็บป่วยและถึงแก่ชีวิตอยู่เป็นระยะๆ |
สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ |
1.
บริเวณพื้นที่ปัญหา เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่อยู่ติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งซึ่งได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก
และเคยมีมติจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก
ครั้งที่ 2/2541 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการทำกิจกรรมเหมืองแร่ทั้งหมดในบริเวณโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
แต่ก็ยังไม่ได้รับการปฎิบัติตามอย่างจริงจัง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีลักษณะงานที่แตกต่างกันและมีหลายส่วนที่ขัดแย้งกัน
อาทิ กรมป่าไม้ต้องการพื้นที่คืนเพื่อเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์
แต่กรมทรัพยากรธรณีต้องการให้มีการทำเหมืองแร่ต่อไป โดยไม่มีนโยบายระดับสูงให้ถือปฏิบัติร่วมกัน
2. นอกจากโรงแต่งแร่คลิตี้และเหมืองแร่บ่องามแล้วในพื้นที่ด้านตะวันตกของห้วยคลิตี้ยังเป็นที่ตั้งของเหมืองสองท่อ
หรือ เหมืองเคมโก้ ซึ่งเป็นเหมืองแร่ตะกั่วซึ่งดำเนินการในรูปของเหมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่มาก
มีกิจกรรมการแต่งแร่ในบริเวณเหมืองแห่งนี้ด้วย การศึกษาจากกรมทรัพยากรในปี
2538 ถึงระดับตะกั่วในน้ำจากกระบวนการแต่งแร่เกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้ง
แต่ ยังไม่มีข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของชาวบ้านเนื่องจากไม่มีชุมชนที่ใช้น้ำจากลำห้วยที่ผ่านกิจกรรมด้านแร่
แต่อย่างไรก็ตามน้ำจากกระบวนการด้านแร่ของเหมืองนี้ก็ระบายลงลำห้วยและไหลลงลำคลองงูซึ่งเป็นลำห้วยใหญ่ที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เช่นกัน
ในพื้นที่รับน้ำลำคลองงูนี้มีลักษณะธรณีวิทยาเป็นหินปูนรองรับ
จึงเกิดภูมิประเทศแบบคาสต์ ที่ปรากฏถ้ำและธารน้ำมุดลงใต้ดินอยู่ทั่วไป
ดังนั้นหากตะกั่วมีการปนเปื้อนออกสู่ลำห้วยในบริเวณนี้จึงยากที่จะตรวจสอบและอาจจะไหลออกสู่เขื่อนศรีนครินทร์ได้
3. เหมืองเคมโก้ หรือเหมืองสองท่อ
ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาพระฤาษี-บ่อแร่ ซึ่งกรมป่าไม้เตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู
ใบอนุญาตขอใช้พื้นที่เพื่อประกอบกิจกรรมเหมืองแร่ สิ้นสุดเมื่อ
16 มิถุนายน 2535 แต่เหมืองแร่ยังมีการดำเนินการต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
4. ในใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีเหมืองแร่กลุ่มพุจือ
ซึ่งไม่มีการดำเนินการมาหลายปีแล้ว ในอดีตมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์
ทั้งการตัดถนนผ่านกลางทุ่งใหญ่ การขนส่งแร่ ชุมชนคนงานเหมือง
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างประเทศผิดกฎหมาย ตลอดจนการทำเหมืองแร่เถื่อน
ทางกรมป่าไม้กำลังดำเนินการผนวกพื้นที่บริเวณเหมืองพุจือ เข้าเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
แต่ติดขัดที่กรมทรัพยากรธรณีไม่ให้ความร่วมมือ
5. ในบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีผลการสำรวจว่าเป็นแหล่งศักยภาพตะกั่วแหล่งใหญ่ของประเทศ
มีกลุ่มเหมืองแร่อื่น ๆ ดำเนินการอยู่อีก ได้แก่ กลุ่มเหมืองทางฝั่งตะวันออกของเขื่อนศรีนครินทร์
เหมืองบ่อใหญ่-บ่อน้อยทางด้านใต้ ซึ่งมีลำห้วยไหลผ่านลงไปยังพื้นที่รับน้ำของเขื่อนเขาแหลมทางด้านตะวันตก
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีปัญหาตะกั่วปนเปื้อนเช่นกัน
6. การมีกิจกรรมด้านแร่ในพื้นที่ป่าตะวันตกที่มีความสำคัญในระดับโลกนี้
เป็นความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรอย่างชัดเจนเนื่องจากการนำชุมชนคนงานจำนวนมากเข้าในพื้นที่ย่อมมีผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่าและเพิ่มปัญหาการทำลายป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
7. สินแร่ตะกั่วในบริเวณนี้เป็นสินแร่ที่ถูกส่งขายต่างประเทศในลักษณะของแร่ดิบเป็นส่วนใหญ่
โดยไม่มีการนำแร่มาถลุงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยตรง
จึงนับว่าเป็นการใช้ทรัพยากรแร่ที่เป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างไม่คุ้มค่า
ในภาวะที่ประเทศไทยมีการพัฒนาประเทศไปมากแล้วในขณะนี้ จึงควรพิจารณาทบทวนไม่มีความจำเป็นในการส่งแร่ดิบไปจำหน่าย
ควรเก็บแหล่งแร่นี้เป็นทรัพยากรสำรองภายในประเทศเมื่อมีเทคโนโลยีที่เพียงพอในการถลุงแร่
และสามารถจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วจึงค่อยพิจารณาใช้ทรัพยากรในส่วนนี้
8. พื้นที่ป่าตะวันตกและชีวิตของประชาชนควรได้รับความคุ้มครองและรับผิดชอบจากหน่วยงานของรัฐ
ดังนั้นนโยบายความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรในบริเวณนี้ต้องได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเร่งด่วน |
ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา |
เนื่องจากปัญหานี้สั่งสมมาเนิ่นนานและไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงได้
ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการแก้ไขเป็นไปในทิศทางเดียวกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
และเป็นไปโดยฉับไวทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งด้านสภาพแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
จะต้องเข้ามาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยด่วนดังนี้
1. อาศัยอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา 9
แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ. 2535
นายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นมลพิษทั้งต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพอนามัย
2.
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
เร่งประกาศพื้นที่บริเวณห้วยคลิตี้เป็นเขตควบคุมมลพิษ
ตามอำนาจหน้าที่มาตรา 59
แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ. 2535 เพื่อควบคุม และแก้ไขภาวะมลพิษ
ด้วยการดูดตะกอนแร่ตะกั่วและสารพิษอื่นๆออกจากห้วยคลิตี้จนหมด
3.
พื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ต้องปราศจากกิจกรรมเหมืองแร่ โดย
3.1
เหมืองบ่องาม และโรงแต่งแร่คลิตี้
ไม่มีการต่อประทานบัตรและใบอนุญาตแต่งแร่
โดยให้กรมป่าไม้เข้าควบคุมพื้นที่และดำเนินคดีกับผู้บุกรุกทำผิดกฏหมาย
รวมทั้งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม
3.2
กลุ่มเหมืองพุจือ กรมทรัพยากรธรณีต้องยกเลิกประทานบัตร
และไม่ออกประทานบัตรใหม่
เพราะไม่มีการดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่อย่างต่อเนื่องนานเกิน 1
ปีแล้ว
เพื่อให้กรมป่าไม้ผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรต่อไป
3.3
เหมืองเคมโก หรือเหมืองสองท่อ
ดำเนินกิจการโดยผิดกฎหมายเป็นเวลาเกือบ 10 ปี
ต้องมีการจับกุมดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด
และสอบสวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ปล่อยให้มีการกระทำผิดอย่างต่อเนื่องเกือบ
10 ปี
รวมทั้งเพิกถอน-ยกเลิกประทานบัตรให้กรมป่าไม้พื้นฟูสภาพเพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป
3.4
ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่อื่นๆ
โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่เพิ่มเติม
และกรมป่าไม้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษควรต้องเข้าไปตรวจสอบและดำเนินฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้ปราศจากมลพิษ
ปลูกป่าให้กลับคืนสภาพป่าสมบูรณ์ต่อไป
รวมถึงการไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรไปใช้เพื่อกิจกรรมเหมืองแร่ด้วยเช่นกัน
4.
กระทรวงสาธารณสุขจะต้องตรวจรักษาชาวบ้านคลิตี้ทุกคนอย่างละเอียด
รวมถึงรักษาอาการผิดปกติต่างที่ เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเชื่อ
วัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเรียกกันว่า การรักษาแบบองค์รวม
ทั้งจัดหาน้ำ
สะอาดปราศจากมลพิษให้ชาวบ้านคลิตี้ในการอุปโภคบริโภค |
|