ผลการตรวจตะกั่วในแหล่งน้ำ
ผลการตรวจเลือดชาวบ้าน
ลำดับเหตุการณ์
ข้อเสนอของ ศ.น.พ.ประเวศ วะสี
ข้อเสนอหน่วยงานต่างๆต่อรัฐบาล
แนวทางแก้ไขปัญหา
ข้อมูล
ความเคลื่อนไหว / ข่าว
News
บทความ / สารคดี
Features
อันตรายของสารตะกั่ว
ข้อมูลพื้นฐานหมู่บ้านคลิตี้ล่าง
ที่ตั้งและประชากร
ประวัติหมู่บ้าน
วัฒนธรรมชุมชน
ประเพณี
ความเชื่อ
กฏระเบียบหมู่บ้าน
เหตุการณ์สำคัญของหมู่บ้าน
สาธารณูปโภคและกองทุนชุมชน
กิจกรรมการเกษตรในรอบปี
ชาวคลิตี้ที่ได้รับผลกระทบ

 
โดยการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหานาค
ชื่อบัญชี กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพิษสารตะกั่ว ชาวบ้านคลิตี้
เลขบัญชี 156-1-07576-0
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- กรรมการหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี หรือ
- นายสุรพงษ์ กองจันทึก
137/55 ซ.จามจุรี 3 รามอินทรา 39 บางเขน กทม. 10220

โทรศัพท์ 01-642-4006
e-mail : klitycreek@yahoo.com
 

     
 

ข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร




ความเป็นมา

     "เครือข่ายแก้ไขปัญหาพิษสารตะกั่วต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมบริเวณแม่นํ้าแม่กลองตอนบน" ได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๔ ขอความกรุณาแก้ไขปัญหาพิษสารตะกั่วต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมบริเวณห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรีี คณะกรรมการได้เชิญตัวแทนเครือข่ายแก้ไขปัญหาพิษสารตะกั่วต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมบริเวณแม่นํ้าแม่กลองตอนบนและผู้แทนกรมทรัพยากรธรณีเข้าร่วนประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ โดยที่ประชุมมีมติตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่งพิจารณาศึกษาปัญหาดังกล่าว คณะทำงานคณะนี้ประกอบด้วย

๑. นายนพดล อินนา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
๒. อธิบดีกรมควบคุมมลพิษหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน
๓. อธิบดีกรมป่าไม้หรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน
๔. อธิบดีกรมอนามัยหรือผู้แทน เป็นคณะทำงาน
๕. รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
    (นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์)
เป็นคณะทำงาน
๖. รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
    (นายอนันต์ สุวรรณปาล)
เป็นคณะทำงาน
๗. ผู้อำนวยการกองสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรณี
    (นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ)
เป็นคณะทำงาน
๘. ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.
    ภาคกลางเขต ๑ (กาญจนบุรี)
เป็นคณะทำงาน
๙. นายสุรพงษ์ กองจันทึก เป็นคณะทำงาน
๑๐. นายศศิน เฉลิมลาภ เป็นคณะทำงาน
๑๑. นายสุรพล สุดารา เป็นคณะทำงาน
๑๒. นางสาววรลักษณ์ ศรีใย เป็นคณะทำงาน
๑๓. นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง เป็นคณะทำงาน
๑๔. นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ เป็นคณะทำงาน
๑๕. นายบุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี เป็นคณะทำงาน

หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการและคณะทำงานได้เดินทางไปศึกษาสภาพปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่บริเวณห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรีี ระหว่างวันที่ ๘-๙ กันยายน ๒๕๔๔


ปัญหาการปนเปื้อนตะกอนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้

     การปนเปื้อนตะกอนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ บริเวณลำห้วยระหว่างหมู่บ้านคลิตึ้บนถึงหมู่บ้านคลิตี้ล่าง และไหลต่อลงไปยังลำคลองงู ซึ่งเป็นส่วนบนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ที่ ต. ชะแล อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี มีหลักฐานว่าเกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการแต่งแร่โดยวิธีการลอยแร่ จากโรงแต่งแร่คลิตี้ ที่บริเวณใกล้กับหมู่บ้านคลิตี้บน ของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรท (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงแต่งแร่สินแร่ตะกั่วประเภทตะกั่วคาร์บอเนต หรือแร่ cerrussite (PBCO3 ) ที่ระบุว่าเป็นสินแร่ที่ได้จากการขุดทำเหมืองแบบเหมืองเปิด ที่เหมืองบ่องาม บริเวณภูเขาห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากโรงแต่งแร่ประมาณ 6 กิโลเมตร
     เหมืองบ่องาม และโรงแต่งแร่ตะกั่วคลิตี้ได้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ พ.ศ.2510 เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี จนกระทั่งกรมทรัพยากรธรณีมีประกาศให้โรงแต่งแร่หยุดทำการเนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีการปล่อยน้ำจากบ่อเก็บกักตะกอนหางแร่ (Tailing pond) ลงห้วยคลิตี้ ตามคำประกาศของทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 และเหมืองบ่องามได้หยุดดำเนินการเนื่องจากหมดอายุประทานบัตรตั้งแต่ 26 กรกฎาคม 2539 (แต่ในความเป็นจริงทางเหมืองฯ ยังมีการดำเนินการต่อมาโดยอ้างว่าเป็นสินแร่เก่า) ส่วนโรงแต่งแร่ได้สิ้นสุดอายุการแต่งแร่ไปแล้วเมื่อ 3 ตุลาคม 2543 (ตามใบอนุญาตแต่งแร่ เลขที่ 2/2537)

ประเด็นปัญหาในเรื่องนี้สามารถสรุปความสำคัญได้ดังต่อไปนี้
1. ไม่ปรากฏว่าโรงแต่งแร่คลิตี้ และเหมืองแร่บ่องาม มีระบบบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการต่างๆ ยกเว้นการกักเก็บน้ำจากกระบวนการในบ่อดินเสริมคันดินถมกั้น กักเก็บน้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้ตกตะกอนและระบายน้ำส่วนบนออกสู่ลำห้วยโดยตรง
2. สภาพบ่อกักเก็บตะกอนของโรงแต่งแร่มีลักษณะไม่ปลอดภัย เนื่องจากเป็นบ่อดินธรรมดาไม่มีการปูลาดด้วยวัสดุกันซึมประกอบกับตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีสภาพธรณีวิทยารองรับด้วนหินปูนและหินทรายที่มีความซึมน้ำได้ง่าย โดยเฉพาะการไหลลงใต้ดินผ่านหลุมยุบและทางน้ำใต้ดินในหินปูน
3. มีรายงานประกอบภาพถ่ายของหน่วยราชการ (คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, 2531) และจากสื่ออื่นๆ ที่แสดงว่าเคยมีการต่อท่อน้ำทิ้งออกจากบ่อกักเก็บตะกอนลงสู่ลำห้วยคลิตี้โดยตรง และจากการสอบถามชาวบ้านพบว่า ทางโรงแต่งแร่มีการปล่อยน้ำเสียลงตามลำห้วยมาเป็นเวลานานก่อนที่จะมีข่าวแพร่กระจายและไม่ปรากฎหลักฐานใดๆที่แสดงว่าเคยมีเหตุการณ์ที่คันบ่อกักเก็บพังจากพายุฝน(ในเดือนเมษายน!) ในปี 2541 ดังรายงานของกรมทรัพยากรธรณี
4. หลังจากมีข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายและโรงแต่งแร่ได้ถูกระงับการดำเนินการ ในช่วงเวลานั้นสภาพน้ำและตะกอนในลำห้วยมีค่าตะกั่วอยู่ในระดับสูงมาก ดังรายงานการศึกษาของหน่วยงานทุกๆหน่วย ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรธรณี และกรมอนามัย แต่ในปัจจุบันค่าตะกั่วในน้ำได้ลดลงมากจนใกล้สู่ระดับค่าไม่เกินค่ามาตรฐานน้ำผิวดิน แต่ตะกอนในธารน้ำเกือบทั้งหมดยังไม่มีการดำเนินการขุดหรือสูบออกไปแต่อย่างใด ดังนั้นพืชน้ำและสัตว์น้ำย่อมสะสมตะกั่วตามห่วงโซ่อาหารอยู่ตลอดเวลา มีรายงานจากหน่วยงานรัฐถึงค่าตะกั่วที่ปนเปื้อนในตะกอนใต้อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ตั้งแต่ปี 2531 (คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, 2531) แต่ก็ไม่มีการศึกษาถึงแหล่งที่มาและหาแนวทางการแก้ไขตลอดมา ดังนั้นทั้งลำห้วยคลิตี้และเขื่อนศรีนครินทร์จึงเป็นพื้นที่อันตรายที่ควรประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษอย่างเร่งด่วน
5. มีการอ้างเหตุผลการปนเปื้อนของตะกั่วในธารน้ำจากกรมทรัพยากรธรณีว่า เป็นเพราะสาเหตุตามธรรมชาติที่อยู่ในเขตศักยภาพแหล่งแร่ตะกั่ว แต่จากข้อมูลการศึกษาทุกแห่งก็พบความผิดปกติของปริมาณการปนเปื้อนที่มากเฉพาะแหล่งน้ำและตะกอนที่ผ่านบริเวณกิจกรรมเหมืองแร่ และแต่งแร่ ในขณะเดียวกันปริมาณตะกั่วในดินและน้ำบริเวณที่ไม่ผ่านกิจกรรมเหมืองแร่และแต่งแร่ก็ไม่เกินปริมาณปกติแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีรายงานทางวิชาการของกรมทรัพยากรธรณีตั้งแต่ปี 2538 ก่อนที่จะมีข่าวแพร่กระจายในเรื่องนี้ได้สรุปว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นแหล่งที่มาของการปนเปื้อนสารตะกั่วในธรรมชาติ (กองสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ กรมทรัพยากรธรณี, 2538)
6. แม้ว่าตะกั่วคาร์บอเนตจะละลายน้ำได้น้อยโดยธรรมชาติ และมีการทดสอบทางเคมีโดยวิธีสกัดสารและพบว่ามีค่าการละลายได้ไม่เกินค่ามาตรฐานที่จัดเป็นของเสียอันตราย แต่การที่มีปริมาณการปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติและแพร่กระจายสู่วงจรของสัตว์น้ำได้ตลอดเวลา โดยมีที่มาจากผู้ก่อมลพิษที่ชัดเจนเช่นกรณีนี้ไม่สมควรที่จะนำหลักการข้อนี้เป็นข้ออ้างในการละเลยหรือไม่เร่งการฟื้นฟูลำห้วย ดังเช่นที่มีแนวโน้มปรากฎในปัจจุบัน


สภาพปัญหาในการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้

     แม้ว่าจะมีการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยมีอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นประธานและมีคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี กรมอนามัย กรมป่าไม้ นักวิชาการ และผู้แทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน แต่คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทร่วมกันเพียงแค่ร่วมให้ความคิดเห็นกับการดำเนินการของกรมควบคุมมลพิษ และมีการประชุมเพียง 3 ครั้งตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา และลักษณะการทำงานเป็นการทำหน้าที่ตามบทบาทของหน่วยงานเป็นส่วนใหญ่ ต่างมีลักษณะการปกป้องการทำงานของหน่วยงานของตนเองโดยขาดลักษณะการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจและจริงจัง ดังเห็นได้จากความล่าช้าของความคืบหน้าในการฟื้นฟูลำห้วยที่ยังไม่ปรากฎผลจนถึงปัจจุบัน

สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องนี้สามารถสรุปความสำคัญได้ดังนี้
1. มีความขัดแย้งในเรื่องวิธีการนำตะกอนขึ้นจากลำน้ำเนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ตะกอนฟุ้งกระจายและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของลำน้ำ แม้มีความคิดจะทำฝายดักกั้นตะกอนเป็นระยะและใช้วิธีสูบขึ้นในลักษณะของการดูดทรายซึ่งเป็นที่ยอมรับทางวิชาการ แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการสรุปและดำเนินการอย่างแน่ชัด
2. จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าการขุดตะกอนขึ้นจะทำตลอดลำน้ำหรือไม่ โดยอ้างสาเหตุของความลำบากในการทำงาน และเกรงที่จะกระทบพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติสองฝั่งน้ำ
3. ในกรณีของการฝังกลบตะกอนปนเปื้อนตะกั่วในลำห้วยหลังจากนำขึ้นมาแล้วยังมีปัญหาหลายประการในเรื่องตำแหน่งและพื้นที่ฝังกลบเนื่องจากพื้นที่ 2 ฝั่งลำน้ำเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ นอกจากนี้ตามแผนการฝังกลบของกรมควบคุมมลพิษยังออกแบบหลุมไว้ไม่พอเพียงหากขุดลอกตะกอนออกตลอดลำน้ำ
4. ยังมีกองสินแร่อยู่จำนวนหนึ่งที่โรงแต่งแร่ ซึ่งอาจจะถูกชะล้างลงในลำห้วยได้
5. ไม่เคยมีข้อระบุใด ๆ ถึงความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษ

สภาพปัญหาในการรับสารตะกั่วของชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้

     แม้ว่าปัจจุบัน หลังจากที่โรงแต่งแร่ได้หยุดดำเนินการลงแล้ว และสภาพน้ำเริ่มที่จะมีค่าตะกั่วเจือจางลง แต่ชาวบ้านคลิตี้ยังไม่พ้นจากสภาพปัญหาจากมลพิษ เนื่องจากทุกคนต่างได้รับสารตะกั่วสะสมในร่างกายในปริมาณมากเป็นเวลายาวนาน สัตว์เลี้ยงที่เป็นทรัพย์สินหลักของหมู่บ้านคือควายตายลงไปทั้งหมด ปัญหาเรื่องน้ำใช้และแหล่งอาหารยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ประการสำคัญที่สุดคือยังมีการเจ็บป่วยจากโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง และมีการล้มตายลงเป็นระยะ ๆ

สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องนี้สามารถสรุปความสำคัญได้ดังนี้
1. สภาพหมู่บ้านคลิตี้เป็นหมู่บ้านห่างไกล ทั้งหมดเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติทำการเกษตรเพื่อการยังชีพ การคมนาคมสู่ตัวเมืองหรือชุมชนทำได้ลำบากมาก มีลำห้วยคลิตี้เป็นแหล่งน้ำหลัก และใช้สัตว์น้ำในลำห้วยเป็นแหล่งอาหารหลักเช่นกัน
2. นับตั้งแต่โรงแต่งแร่ดำเนินการ ชาวบ้านคลิตี้ล่างและคลิตี้บนมีความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำเสียลงในลำห้วยมาโดยตลอด และได้รับความเดือดร้อนมากในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2536-2541 ปรากฏผลความเดือดร้อนในเรื่องปัญหาน้ำใช้ และควาย ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงประจำหมู่บ้านหลายร้อยตัวทยอยตายลง เนื่องจากอยู่กับแหล่งน้ำลำห้วยตลอดเวลา ชาวบ้านเริ่มเจ็บป่วยและเสียชีวิตโดยมีอาการสัมพันธ์กับโรคพิษตะกั่วหลายคน
3. เมื่อข่าวเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชน หน่วยงานรัฐได้เข้ามาทำการตรวจสอบ มีหน่วยงานทางสาธารณสุขเข้ามาตรวจวัดผลตะกั่วในเลือดชาวบ้านคลิตี้ล่างหลายครั้ง พบว่าชาวบ้านทุกคนที่ใช้น้ำและจับปลามีตะกั่วในเลือดในปริมาณสูงมาก โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 20 - 50 มก./เดซิลิตร แต่ก็ไม่มีการให้การช่วยเหลือรักษาชาวบ้าน ทั้ง ๆ ที่ค่าตะกั่วที่ถูกระบุจากทางสาธารณสุขว่าจะเป็นอันตรายอยู่ในระดับ 40 มก./เดซิลิตร และหากระดับตะกั่วมีตั้งแต่ 10 มก./เดซิลิตร แต่ละ 1 เดซิลิตร ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เด็กมี ระดับสติปัญญา (ไอคิว) ลดลง 0.25 จุด
4. มีความพยายามในการบ่ายเบี่ยงสภาพปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยอ้างถึงอาการของโรคพิษตะกั่วเฉียบพลันซึ่งไม่ปรากฎผู้ป่วยในโรคนี้ในหมู่บ้าน แต่ในความเป็นจริงในกรณีทั้งหมดเป็นเรื่องของการเจ็บป่วยของโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง เนื่องจากชาวบ้านสะสมตะกั่วจากอาหารและน้ำทีละเล็กละน้อย แม้มีการให้ยาแก่เด็กบางคนก็เป็นการให้ยาอย่างฉาบฉวยเพียงไม่กี่วันเพื่อสร้างภาพ โดยไม่มีการตรวจรักษาอย่างจริงจัง และไม่มีการติดตามตรวจสอบผลแต่อย่างใด
5. จนถึงปัจจุบันยังมีชาวบ้านเจ็บป่วยและถึงแก่ชีวิตอยู่เป็นระยะๆ


สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

1. บริเวณพื้นที่ปัญหา เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่อยู่ติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งซึ่งได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก และเคยมีมติจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2541 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการทำกิจกรรมเหมืองแร่ทั้งหมดในบริเวณโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ก็ยังไม่ได้รับการปฎิบัติตามอย่างจริงจัง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีลักษณะงานที่แตกต่างกันและมีหลายส่วนที่ขัดแย้งกัน อาทิ กรมป่าไม้ต้องการพื้นที่คืนเพื่อเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่กรมทรัพยากรธรณีต้องการให้มีการทำเหมืองแร่ต่อไป โดยไม่มีนโยบายระดับสูงให้ถือปฏิบัติร่วมกัน
2. นอกจากโรงแต่งแร่คลิตี้และเหมืองแร่บ่องามแล้วในพื้นที่ด้านตะวันตกของห้วยคลิตี้ยังเป็นที่ตั้งของเหมืองสองท่อ หรือ เหมืองเคมโก้ ซึ่งเป็นเหมืองแร่ตะกั่วซึ่งดำเนินการในรูปของเหมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่มาก มีกิจกรรมการแต่งแร่ในบริเวณเหมืองแห่งนี้ด้วย การศึกษาจากกรมทรัพยากรในปี 2538 ถึงระดับตะกั่วในน้ำจากกระบวนการแต่งแร่เกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้ง แต่ ยังไม่มีข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของชาวบ้านเนื่องจากไม่มีชุมชนที่ใช้น้ำจากลำห้วยที่ผ่านกิจกรรมด้านแร่ แต่อย่างไรก็ตามน้ำจากกระบวนการด้านแร่ของเหมืองนี้ก็ระบายลงลำห้วยและไหลลงลำคลองงูซึ่งเป็นลำห้วยใหญ่ที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์เช่นกัน ในพื้นที่รับน้ำลำคลองงูนี้มีลักษณะธรณีวิทยาเป็นหินปูนรองรับ จึงเกิดภูมิประเทศแบบคาสต์ ที่ปรากฏถ้ำและธารน้ำมุดลงใต้ดินอยู่ทั่วไป ดังนั้นหากตะกั่วมีการปนเปื้อนออกสู่ลำห้วยในบริเวณนี้จึงยากที่จะตรวจสอบและอาจจะไหลออกสู่เขื่อนศรีนครินทร์ได้
3. เหมืองเคมโก้ หรือเหมืองสองท่อ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาพระฤาษี-บ่อแร่ ซึ่งกรมป่าไม้เตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ใบอนุญาตขอใช้พื้นที่เพื่อประกอบกิจกรรมเหมืองแร่ สิ้นสุดเมื่อ 16 มิถุนายน 2535 แต่เหมืองแร่ยังมีการดำเนินการต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
4. ในใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีเหมืองแร่กลุ่มพุจือ ซึ่งไม่มีการดำเนินการมาหลายปีแล้ว ในอดีตมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งการตัดถนนผ่านกลางทุ่งใหญ่ การขนส่งแร่ ชุมชนคนงานเหมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างประเทศผิดกฎหมาย ตลอดจนการทำเหมืองแร่เถื่อน ทางกรมป่าไม้กำลังดำเนินการผนวกพื้นที่บริเวณเหมืองพุจือ เข้าเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ติดขัดที่กรมทรัพยากรธรณีไม่ให้ความร่วมมือ
5. ในบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีผลการสำรวจว่าเป็นแหล่งศักยภาพตะกั่วแหล่งใหญ่ของประเทศ มีกลุ่มเหมืองแร่อื่น ๆ ดำเนินการอยู่อีก ได้แก่ กลุ่มเหมืองทางฝั่งตะวันออกของเขื่อนศรีนครินทร์ เหมืองบ่อใหญ่-บ่อน้อยทางด้านใต้ ซึ่งมีลำห้วยไหลผ่านลงไปยังพื้นที่รับน้ำของเขื่อนเขาแหลมทางด้านตะวันตก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีปัญหาตะกั่วปนเปื้อนเช่นกัน
6. การมีกิจกรรมด้านแร่ในพื้นที่ป่าตะวันตกที่มีความสำคัญในระดับโลกนี้ เป็นความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรอย่างชัดเจนเนื่องจากการนำชุมชนคนงานจำนวนมากเข้าในพื้นที่ย่อมมีผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่าและเพิ่มปัญหาการทำลายป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
7. สินแร่ตะกั่วในบริเวณนี้เป็นสินแร่ที่ถูกส่งขายต่างประเทศในลักษณะของแร่ดิบเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่มีการนำแร่มาถลุงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยตรง จึงนับว่าเป็นการใช้ทรัพยากรแร่ที่เป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างไม่คุ้มค่า ในภาวะที่ประเทศไทยมีการพัฒนาประเทศไปมากแล้วในขณะนี้ จึงควรพิจารณาทบทวนไม่มีความจำเป็นในการส่งแร่ดิบไปจำหน่าย ควรเก็บแหล่งแร่นี้เป็นทรัพยากรสำรองภายในประเทศเมื่อมีเทคโนโลยีที่เพียงพอในการถลุงแร่ และสามารถจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วจึงค่อยพิจารณาใช้ทรัพยากรในส่วนนี้
8. พื้นที่ป่าตะวันตกและชีวิตของประชาชนควรได้รับความคุ้มครองและรับผิดชอบจากหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นนโยบายความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรในบริเวณนี้ต้องได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา

     เนื่องจากปัญหานี้สั่งสมมาเนิ่นนานและไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงได้ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการแก้ไขเป็นไปในทิศทางเดียวกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นไปโดยฉับไวทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งด้านสภาพแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะต้องเข้ามาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยด่วนดังนี้

1. อาศัยอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 นายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นมลพิษทั้งต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพอนามัย
2. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เร่งประกาศพื้นที่บริเวณห้วยคลิตี้เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามอำนาจหน้าที่มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อควบคุม และแก้ไขภาวะมลพิษ ด้วยการดูดตะกอนแร่ตะกั่วและสารพิษอื่นๆออกจากห้วยคลิตี้ให้หมด
3. พื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องปราศจากกิจกรรมเหมืองแร่ โดย
3.1 เหมืองบ่องาม และโรงแต่งแร่คลิตี้ ไม่มีการต่อประทานบัตรและใบอนุญาตแต่งแร่ โดยให้กรมป่าไม้เข้าควบคุมพื้นที่และดำเนินคดีกับผู้บุกรุกทำผิดกฏหมาย รวมทั้งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม
3.2 รัฐบาลต้องเข้าไปตรวจสอบและทบทวนการอนุญาติการออกประทานบัตรใหม่ การต่อประทานบัตรของทุกๆเหมืองแร่ที่เกี่ยวข้องและควร ยกเลิกเหมืองแร่บางเหมืองที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามข้อกำหนดประกาศและกฏหมาย ตลอดจนควรต้องมองประโยชน์ของประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งของการมองปัญหาและการหาช่องทางเกี่ยวกับรายได้เข้าประเทศเป็นส่วนประกอบด้วยตลอดจนการชั่งนํ้าหนักถึงผลดีผลเสียโดยเฉพาะใน โลกยุคโลกาภิวัตน์นี้
3.3 ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่อื่นๆ โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่เพิ่มเติม และกรมป่าไม้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษควรต้องเข้าไปตรวจสอบและดำเนินฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้ปราศจากมลพิษ ปลูกป่าให้กลับคืนสภาพป่าสมบูรณ์ต่อไป รวมถึงการไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรไปใช้เพื่อกิจกรรมเหมืองแร่ด้วยเช่นกัน
4. กระทรวงสาธารณสุขจะต้องตรวจรักษาชาวบ้านคลิตี้ทุกคนอย่างละเอียด รวมถึงรักษาอาการผิดปกติต่างที่ เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเชื่อ วัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเรียกกันว่า การรักษาแบบองค์รวม ทั้งจัดหาน้ำ สะอาดปราศจากมลพิษให้ชาวบ้านคลิตี้ในการอุปโภคบริโภค
5. รัฐบาลโดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องควรจัดทำระบบการใช้ประโยชน์ทางพื้นที่ (Zonning) โดยแบ่งการเข้าใช้พื้นที่ของราษฎร์ในบริเวณที่มีแหล่งแร่ ในจังหวัดต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่ในจังหวัดที่มีการทำเหมืองแร่ ซึ่งการจัดแบ่งเขตพื้นที่นั้นควรแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1) พื้นที่อันตรายที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าอยู่อาศัย 2) เขตพื้นที่ล่อแหลม ต่อการปนเปื้อนของสารพิษ ซึ่งหากราษฎร์ต้องการอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าวนี้ รัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนถึงข้อปฏิบัติในการเข้าอยู่อาศัยในพื้นที่ 3) เขตพื้นที่ปลอดภัย เป็นต้น
6. เนื่องจากเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายกลุ่ม และมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง กระจัดกระจายกันอยู่ในหลายกระทรวง และกรมต่างๆ ซึ่งมักจะปัดความรับผิดชอบอยู่เสมอ ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ขึ้นมารับผิดชอบโดยมอบหมายอำนาจและหน้าีที่ให้ไปดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะก่อนที่จะมีการจัดตั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นมาในอนาคต



 
© 2004 www.karencenter.com. All right Reserved.