ผลการตรวจตะกั่วในแหล่งน้ำ
ผลการตรวจเลือดชาวบ้าน
ลำดับเหตุการณ์
ข้อเสนอของ ศ.น.พ.ประเวศ วะสี
ข้อเสนอหน่วยงานต่างๆต่อรัฐบาล
แนวทางแก้ไขปัญหา
ข้อมูล
ความเคลื่อนไหว / ข่าว
News
บทความ / สารคดี
Features
อันตรายของสารตะกั่ว
ข้อมูลพื้นฐานหมู่บ้านคลิตี้ล่าง
ที่ตั้งและประชากร
ประวัติหมู่บ้าน
วัฒนธรรมชุมชน
ประเพณี
ความเชื่อ
กฏระเบียบหมู่บ้าน
เหตุการณ์สำคัญของหมู่บ้าน
สาธารณูปโภคและกองทุนชุมชน
กิจกรรมการเกษตรในรอบปี
ชาวคลิตี้ที่ได้รับผลกระทบ

 
โดยการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหานาค
ชื่อบัญชี กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพิษสารตะกั่ว ชาวบ้านคลิตี้
เลขบัญชี 156-1-07576-0
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- กรรมการหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี หรือ
- นายสุรพงษ์ กองจันทึก
137/55 ซ.จามจุรี 3 รามอินทรา 39 บางเขน กทม. 10220

โทรศัพท์ 01-642-4006
e-mail : klitycreek@yahoo.com
 

     
 

ลำดับเหตุการณ์

ลำดับการแก้ไขปัญหากรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วที่หมู่บ้านคลิตี้ล่างจังหวัดกาญจนบุรี, 2541-2544
วัน-เวลา
การดำเนินงาน
ผลการดำเนินงาน
19 เมษายน 2541 ชาวบ้านคลิตี้ล่าง เขียนจดหมายร้องทุกข์ ถึงอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมมลพิษส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานหลายร้อยเท่า
22 เมษายน 2541 โรงแต่งแร่คลิตี้ ที่ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุของน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่ว ถูกกรมทรัพยากรธรณีสั่งหยุดดำเนินการชั่วคราว และสั่งปรับเป็นเงิน 2,000 บาท (โทษปรับสูงสุด : ม.151 พรบ.แร่) จนกว่าจะดำเนินการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โรงแต่งแร่หยุดดำเนินการจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีการขนย้ายกองแร่ออกจากพื้นที่ ทำให้คงมีการชะล้างลงลำห้วย และมีการสะสมสารตะกั่วในลำห้วย
24 เมษายน 2541 กรมอนามัย ลงพื้นที่ตรวจคุณภาพน้ำห้วยคลิตี้ล่าง ครั้งที่ 1 พบสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานทั้งในน้ำ และในปลา
27 เมษายน 2541 กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ในลำห้วยคลิตี้ พบค่าตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในน้ำและในตะกอนดิน
18 พฤษภาคม 2541 องค์กรเอกชน ยื่นจดหมายร้องเรียน ถึงคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล และมีการสำรวจพื้นที่ แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ตามมา
26 พฤษภาคม 2541 กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำครั้งที่ 2 สรุปว่า น้ำในลำห้วยมีการปนเปื้อนสารตะกั่วเกินค่ามาตราฐานน้ำผิวดินหลายเท่า และประเมินว่ามีตะกอนปนเปื้อนตะกั่วในลำน้ำ 15,000 ตัน แยกเฉพาะตะกั่วได้ 300 ตัน กรมควบคุมมลพิษสั่งให้เหมืองแร่ขุดลอกตะกอนขึ้นมาฝังกลบ (คำสั่งที่ให้ขุดลอกมาจากการเรียกร้องขององค์กรพัฒนาเอกชนด้วย) แต่การฝังกลบทำไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
28 พฤษภาคม 2541 องค์กรเอกชน จัดเสวนาเรื่อง ผลกระทบจากเหมืองแร่ กับอนาคตของป่ามรดกโลก มีข้อสรุปจากเวทีให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องประชุมตกลงเพื่อวางมาตรการรักษาป่ารอบเขตทุ่งใหญ่จากผลกระทบของการทำเหมืองแร่
19 มิถุนายน 2541 ประชุมคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาการสะสมของตะกั่ว ในลำห้วยคลิตี้ ประชุมครั้งที่ 1 (เฉพาะส่วนราชการ) ที่ประชุมมีมติ ให้โรงแต่งแร่ ว่าจ้างบริษัทต่างประเทศ(เป็นวิศวกรของบริษัท) มาจัดทำแผนการขุดลอก และฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้
16 มิถุนายน 2541 คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก มีมติให้ยกเลิกกิจการเหมืองแร่ทั้งหมดในบริเวณโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขานุการได้แจ้งมตินี้แก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน
28 มิถุนายน 2541 กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำครั้งที่ 3 พบว่าความเข้มข้นของตะกั่วกระจายลงมาทางใต้ลำห้วยมากยิ่งขึ้น
5 มกราคม 2542 คณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาการสะสมของตะกั่ว ในลำห้วยคลิตี้ ประชุมครั้งที่ 2 (เฉพาะส่วนราชการ) ที่ประชุมมีมติ ให้เร่งรัดดำเนินการจัดทำแผนการฟื้นฟูพื้นที่ การดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้น และมีขัอขัดแย้งในการจัดการจากหลายฝ่ายจนถึงปัจจุบัน
8-9 กุมภาพันธ์ 2542 กรมอนามัย ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพชาวบ้านคลิตี้ล่าง มีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับตะกั่วในเลือด (ตรวจเลือดครั้งที่ 1) ชาวบ้านทุกคนมีค่าตะกั่วในเลือดสูง จนถึงระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย และมีชาวบ้านหลายคนเจ็บป่วย โดยมีอาการสัมพันธ์กับโรคพิษสารตะกั่ว
6 พฤษภาคม 2542 คณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาการสะสมของตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ประชุมครั้งที่ 3 (เฉพาะส่วนราชการ) ที่ประชุมมีมติ อนุมัติให้ทำการขุดลอกลำห้วย คลิตี้ (KC2- KC4) และรับทราบผลการตรวจสอบสุขภาพของกรมอนามัย
29 มิถุนายน 2542 คณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาการสะสมของตะกั่ว ในลำห้วยคลิตี้ ประชุมครั้งที่ 4 ที่ประชุมมีมติ ให้เร่งศึกษาพื้นที่ฝั่งกลบ กลุ่มองค์กรเอกชนและเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบว่าการดำเนินการฝังกลบไม่เป็นไปตามแผนการฟื้นฟูฯ คือเป็นเพียงขุดลอกตะกอนทิ้งบนริมตลิ่งเท่านั้น ไม่มีการฝังกลบตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง
12 ธันวาคม 2542 กรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำครั้งที่ 4 พบว่าการสะสมของสารตะกั่วในลำห้วยยังมีระดับสูง
8-10 มีนาคม 2543 หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของกระทรวงสาธารณสุข มีการตรวจเลือดชาวบ้านคลิตี้ล่าง (ตรวจเลือดครั้งที่ 2) พบว่าตะกั่วในเลือดของชาวบ้านไม่ลดลง กลับเพิ่มสูงขึ้น
22-23 กันยายน 2543 เครือข่ายแก้ไขปัญหาพิษสารตะกั่วต่อสุขภาพ และสภาพแวดล้อมบริเวณแม่น้ำแม่กลองตอนบนพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูสภาพข้อเท็จจริง และมีการจัดสัมมนาที่จังหวัดกาญาจนบุรี ในเวทีสัมมนา นพ.ประเวศ วะสี มึความเห็นต่อกรณีปัญหานี้ว่า ทางเจ้าของเหมืองแร่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เจ็บป่วยและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งรักษาชาวบ้าน พร้อมกับเสนอให้จัดทำพิพิธภัณฑ์สารตะกั่วเพื่อเป็นบทเรียนต่อกรณีปัญหานี้
3 ตุลาคม 2543 ใบอนุญาตขอแต่งแร่ เลขที่ 2/2537 ของโรงแต่งแร่คลิตี้ หมดอายุ หน่วยงานรัฐไม่จัดการให้มีการเคลื่อนย้ายโรงแต่งแร่และอุปกรณ์การทำเหมืองออกจากพื้น
6 ตุลาคม 2543 ถึง 31 มกราคม 2544 กรมการแพทย์ทำการเจาะเลือดตรวจหาระดับสารตะกั่วในเลือดของชาวบ้าน และให้ยาขับสารตะกั่วแก่เด็กในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง รวมจำนวนประมาณ 30 ราย แพทย์ไม่ได้แจ้งผลการตรวจเลือดแก่ชาวบ้าน และมีการให้ยาเพียงไม่กี่วัน เด็กส่วนมากยังมีตะกั่วในเลือดสูงอยู่ และมีเด็กหลายรายมีอาการแพ้ยา และไม่สามารถรับประทานยาต่อได้ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการแก้ปัญหาแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ไม่มีการให้ยารักษาสำหรับผู้ใหญ่ที่มีตะกั่วในเลือด และมีหลายรายปรากฏอาการที่สัมพันธ์กับพิษของสารตะกั่ว แต่ไม่มีการวินิจฉัยจากกรมการแพทย์ว่า ชาวบ้านป่วยเป็นโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง เครือข่ายแก้ปัญหาพิษสารตะกั่วฯ ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอทราบผลการตรวจเลือด แต่ไม่มีการเปิดเผยผลการตรวจจนปัจจุบัน
25-27 ตุลาคม 2543 ชาวบ้าน 8 รายที่เจ็บป่วย เข้ารับการตรวจและรักษาที่คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ฯ โรงพยาบาลราชวิถี ด้วยตนเอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยว่าเป็นโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง และให้ยาขับพิษสารตะกั่ว ต่อมาพบว่าชาวบ้านมีอาการดีขึ้น และระดับตะกั่วในเลือดลดลงอย่างชัดเจน
4 พฤษภาคม 2544 จากการที่องค์กรเอกชนเรียกร้องความรับผิดชอบจากทางเหมืองแร่ให้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เวลาผ่านไปกว่า10 เดือน บริษัทตะกั่วคอนเซนเตท จึงตัดสินใจมอบเงินจำนวน 1 ล้านบาทแก่ชาวบ้านคลิตี้ เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือ หลังจากที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง มีการส่งมอบเงินจำนวนนี้ให้ชาวบ้านตั้งเป็นกองทุน แต่อย่างไรก็ตาม มีการระบุว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินช่วยเหลือชาวบ้าน โดยไม่ยอมรับว่า การจ่ายเงินดังกล่าวเป็นการยอมรับผิดชอบของทางเหมืองแร่ และยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบ ในส่วนของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในลำห้วย ทางเหมืองแร่ไม่แสดงความรับผิดชอบ
27 กรกฎาคม 2544 เครือข่ายแก้ปัญหาพิษตะกั่วฯ ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทวงถามถึงผลการตรวจเลือดอีกครั้ง กระทรวงสาธารณสุขคงไม่มีคำตอบแก่เครือข่ายฯ จนปัจจุบัน
ปัจจุบัน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของชาวบ้านอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ชาวบ้านคงต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารตะกั่วในระดับสูง โดยแผนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยังไม่รับการนำมาปฏิบัติ ทุกวันนี้คงมีชาวบ้านเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น-เสียชีวิตอยู่เป็นระยะ ๆ


 
orologi© 2004 www.karencenter.com. All right Reserved.
replica handbags fake handbags discounted watche buy cheap designer handbag
replica watches swiss replica watches swiss made replica watches

replica watches Replica Watches For Men Replica Watch For Women

Imitation Watches imitation watches for men imitation watches for women imitation watches brands Imitation Cartier Watches swiss replicas watches swiss replica watch swiss made replica
swiss made replica watches Swiss Replica Watches Swiss Replicas Watch

discount watches discounted watch replica watches discount watch discounted watche

replica handbags replica handbag buy replica handbag designer handbag replica chanel handbag replica replica louis vuitton